วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ทฤษฏีการเรียนรู้ของธอร์ไดค์



ทฤษฏีของธอร์นไดค์เรียกว่าทฤษฏีการเชื่อมโยง (Connetionism  Theory)

        ทฤษฏีนี้กล่าวถึงการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้า  (Stimulus – S) กับการตอบสนอง (Response – R) โดยมีหลักเบื้องต้นว่า  “การเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่ง  (Response – R)  โดยมีหลักเบื่องต้นว่า “การเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง  โดยที่การตอบสนองมักจะออกมาเป็นรูปแบบต่าง ๆ หลายรูปแบบ  จนกว่าจะพบรูปแบบที่ดี  หรือเหมาะสมที่สุด  เราเรียนกการตอบสนองเช่นนี้ว่าการลองถูกลองผิด (Trial  and error) นั่นคือการเลือกตอบสนองของผู้เรียนรู้จะกระทำด้วยตนเองไม่มีผู้ใดมากำหนดหรือชี้ช่องทางในการปฏิบัติให้และเมื่อเกิดการเรียนรู้ขึ้นแล้ว  การตอบสนองหลายรูปแบบจะหายไปเหลือเพียงการตอบสนองรูปแบบเดียวที่เหมาะสมที่สุด   และพยายามทำให้การตอบสนองเช่นนั้นเชื่อมโยงกับสิ่งเร้าที่ต้องการให้เรียนรู้ต่อไปเรื่อย ๆ
 จากข้อความดังกล่าวข้างต้นสามารถเขียนเป็นแผนผังได้ดังนี้

                                              R 1
               เริ่มต้น S                 R 2                   ผลสุดท้าย S             R
                                              R 3

จากแผนผังอธิบายได้ว่า  ถ้ามีสิ่งเร้าที่ต้องการให้เกิดการเรียนรู้มากระทบอินทรีย์  อินทรีย์จะเลือกตอบสนองเองแบบเดาสุ่มหรือลองผิดลองถูก (Trial  and  error) เป็น R1, R2, R3  หรือ  R  อื่น ๆ  จนกระทั่งได้ผลที่พอใจและเหมาะสมที่สุดของทั้งผู้ให้เรียนและผู้เรียน  การตอบสนองต่าง ๆ  ที่ไม่เหมาะสมจะถูกกำจัดทิ้งไปไม่นำมาแสดงการตอบสนองอีก  เหลือไว้เพียงการตอบสนองที่เหมาะสมคือกลายเป็น  S – R  แล้วทำให้เกิดการเชื่อมโยงไปเรื่อย ๆ ระหว่าง S กับ R  นั้น เพื่อสนับสนุนหลักการเรียนรู้ดังกล่าว  ธอร์นไดค์ได้สร้างสถานการณ์ขึ้นในห้องทดลอง   เพื่อทดลองให้แมวเรียนเรียนรู้  การเปิดประตูกรงของหีบกลหรือกรงปริศนาออกมากินอาหาร  ด้วยการกดคานเปิดประตู  ซึ่งจากผลการทดลองพบว่า

1. ในระยะแรกของการทดลอง  แมวจะแสดงพฤติกรรมเดาสุ่มเพื่อจะออกมาจากกรงมากินอาหารให้ได้
2. ความสำเร็จในครั้งแรก  เกิดขึ้นโดยบังเอิญ  โดยที่เท้าของแมวบังเอิญไปแตะเข้าที่คานทำให้ประตูเปิดออก  แมวจะวิ่งออกไปทางประตูเพื่อกินอาหาร
3. พบว่ายิ่งทดลองซ้ำมากเท่าใดพฤติกรรมเดาสุ่มของแมวจะลดลง  จนในที่สุดแมวเกิดการเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างคานกับประตูกรงได้
4. เมื่อทำการทดลองซ้ำอีกต่อไปเรื่อย ๆ แมวเริ่มเกิดการเรียนรู้โดยการลองถูกลองผิดและรู้จักที่จะเลือกวิธีที่สะดวกและสั้นที่สุดในการแก้ปัญหาโดยทิ้งการกระทำอื่น ๆ ที่ไม่สะดวกและไม่เหมาะสมเสีย
5. หลังจากการทดลองครบ  100  ครั้ง  ทิ้งระยะเวลานานประมาณ  1  สัปดาห์  แล้วทดสอบ  โดยจับแมวตัวนั้นมาทำให้หิวแล้วจับใส่กรงปริศนาใหม่  แมวจะใช้อุ้งเท้ากดคานออกมากินอาหารทางประตูที่เปิดออกได้ทันที






        ดังนั้น  จากการทดลองจึงสรุปได้ว่า  แมวเรียนรู้วิธีการเปิดประตูโดยการกดคานได้ด้วยตนเองจากการเดาสุ่ม  หรือแบบลองถูกลองผิด  จนได้วิธีที่ถูกต้องที่สุดและพบว่ายิ่งใช้จำนวนครั้งการทดลองมากขึ้นเท่าใด  ระยะเวลาที่ใช้ในการแก้ปัญหาคือเปิดประตูกรงออกมาได้ยิ่งน้อยลงเท่านั้น  และจากผลการทดลองดังกล่าวสามารถสรุปเป็นกฎการเรียนรู้  (ทิศนา   เขมมณี. 2548 : 51)   ได้ดังนี้

1. กฎแห่งความพร้อม(Law  of  Readiness)  การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดี  ถ้าผู้เรียนมีความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ
2. กฎแห่งการฝึกหัด(Low  of  Exercise)  การฝึกหัดหรือกระทำบ่อย ๆ  ด้วยความเข้าใจจะทำให้การเรียนรู้นั้นคงทนถาวร  ถ้าไม่ได้กระทำซ้ำบ่อย ๆ การเรียนรู้นั้นจะไม่คงทนถาวร  และในที่สุดอาจลืมได้
3. กฎแห่งการใช้(Low  of  Use  and  Disuse)  การเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง  ความมั่นคงของการเรียนรู้จะเกิดขึ้น  หากได้มีการนำไปใช้บ่อย  ๆ  หากไม่มีการนำไปใช้อาจมีการลืมเกิดขึ้นได้
4. กฎแห่งผลที่พึงพอใจ (Law  of  Effect)  เมื่อบุคคลได้รับผลที่พึงพอใจย่อมอยากจะเรียนรู้ต่อไป  แต่ถ้าได้รับผลที่ไม่พึงพอใจ  จะไม่อยากเรียนรู้ดังนั้นการได้รับผลที่พึงพอใจ  จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการเรียนรู้

สอบถามได้ที่ rakhanasi@gmail.com